(Last Updated On: January 2, 2018)

สวัสดีนักเรียนผู้กระหายความรู้ทั้งหลาย เนื่องจากเราจะจัดการสอบขึ้นในสัปดาห์หน้า ฉะนั้นวันนี้อาจารย์มะนาวจะมาโค้ชติวเข้มเพื่อบูสท์คะแนนพุ่งพรวด ๆ

หลังจากที่เรารีวิวบอร์ดเกมที่มีชื่อว่าห้องเรียนนักปรุงยา (Potion Explosion) กันไปแล้ว วันนี้เราจะมานำเสนอกลยุทธ์จุดระเบิด 6 ประการด้วยกัน ลองไปอ่านรีวิวทบทวนกันได้ > ที่นี่ <

ถ้าเตรียมตั้งตะเกียง ล้างขวดยา และใส่หน้ากากกันระเบิดเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเข้าสู่บทเรียนกันเลยดีกว่า !

1. ท่าหยิบ

ที่จริง วิธีการมองหาลูกแก้วในเกมนี้มีหลัก ๆ วิธีเดียวคือ “ลองหยิบในหัวดูแล้วนับว่าจะเกิดคอมโบได้เพิ่มกี่ลูก” ลูกแก้วที่หยิบและทำให้เกิดคอมโบได้ก็มีแถวละ 7 ลูก (ไม่นับหัวท้าย) รวม 5 แถวเป็น 35 ลูก ถ้าเราฝึกมองจนชำนาญแล้วก็จะสามารถกวาดสายตาทั้ง 35 ลูกและหาคอมโบเจอได้ในเวลาไม่กี่วินาที

แต่ถ้ายังไม่ช่ำชองหละก็ จะมีวิธีการหาลูกแก้วอยู่หลัก ๆ 2 แบบด้วยกัน

  1. ประกบ – AXA
  2. ตอง – XXX

หลังจากหยิบแล้วค่อยนับต่อว่าจะเกิดระเบิดต่อเนื่องอีกหรือไม่ (เช่น BAXAB) แล้วก็ทดเลขนั้นไว้ในใจ ลองหยิบจนครบทุกรางแล้วค่อยตัดสินใจว่าอยากหยิบจากรางไหน

ห้องเรียนนักปรุงยา potion strategy strategy 1 basic trick

หยิบตรงกลางนะ

ถ้าจะใช้โทเคนความช่วยเหลือ ทำให้เราหยิบขึ้นมือได้ก่อน 1 ลูก จะเพิ่มโอกาสระเบิดได้มากขึ้น วิธีการมองคือ

  1. หา AXYA – หยิบลูกแก้ว 2 ลูกที่ติดกันและสีต่างกัน โดยที่มีลูกแก้วสีอื่นประกบหัวท้าย
  2. หา AXBYBA หรือ ABYBXA – หยิบลูกแก้ว 1 ลูก เพื่อทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเวลาหยิบลูกแก้วลูกอื่น (ในตัวอย่างคือ ใช้ตัวช่วยหยิบ X ออกก่อน แล้วค่อยหยิบ Y แบบปกติ เพื่อให้ A ไหลมาชนกันหลังจากที่ B ชนและระเบิดไปแล้ว
ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion strategy 2 basic trick

หยิบ 1 ลูกและใช้ตัวช่วย 1 ลูก

ส่วนวิธีการหยิบลูกแก้วพร้อมกับดื่มยาวิเศษนั้น ต้องใช้ความเชี่ยวชาญฝึกฝนเอานะจ๊ะ หรือถ้าต้องการคำแนะนำคร่าว ๆ เราสรุปไว้ในตอนต่อไปนะ


B. ข้อมูลยา

ยามีทั้งหมด 8 ประเภท ประเภทละ 8 ขวด แต่ละประเภทจะประกอบไปด้วย

  • ยาที่ต้องการลูกแก้ว 4 ลูกอยู่ 2 ขวด (ยาเริ่มต้น)
  • ยาที่ต้องการลูกแก้ว 5 ลูกอยู่ 2 ขวด
  • ยาที่ต้องการลูกแก้ว 6 ลูกอยู่ 2 ขวด
  • ยาที่ต้องการลูกแก้ว 7 ลูกอยู่ 2 ขวด
    ประเภทละ 8 ขวด จำนวนช่องใส่ลูกแก้วทั้งหมดมีดังนี้

ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion strategy potion type

ยาแต่ละประเภทจะให้คะแนนมากน้อยต่างกัน ตามตารางข้างล่างนี้

ห้องเรียนนักปรุงยา กลยุทธ์ potion explosion strategy tables

เทียบคะแนนดูเลยว่ายาไหนแรงกว่าเพื่อน

เช่น ยาวิเศษขวดซ้ายสุด ถ้ามีช่องใส่ลูกแก้ว 4 ช่องจะให้ 5 คะแนน และถ้ามีช่องใส่ลูกแก้ว 7 ช่องจะให้ถึง 7 คะแนนด้วยกัน !

ถามว่าทำไมเราถึงไม่หยิบยาวิเศษที่ให้คะแนนมากที่สุดตลอดหละ คำตอบก็คือเกมนี้ปรับสมดุลด้วยการให้ยาวิเศษที่ “เก่ง” มากกว่ามีคะแนนน้อยกว่า คำว่าเก่งนี้เปรียบเทียบกันยากเพราะบางทีความเก่งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งเราจะคุยกันในในหัวข้อถัดไป ในตอนนี้ก็ทำความเข้าใจกับตารางนี้ก่อนนะ


C. ศาสตราจารย์ช่วยด้วย

มั่นใจว่าทุกคนเวลาเห็นตัวเลข -2 บนโทเคนความช่วยเหลือแล้วไม่กล้าหยิบ รู้สึกคันไม้คันมือหรืออะไรสักอย่าง แต่เค้าใส่มาในเกมแปลว่าต้องทำอะไรได้บ้างสิ !

มะนาวเลยเขียนโปรแกรมจำลองการเล่นห้องเรียนนักปรุงยาขึ้นมา โดยทำการสุ่มลูกแก้วใส่ในเครื่องจ่าย (5 แถว แถวละ 9 ลูก) ทั้งหมด 1,000,000 ครั้ง และดูว่าเราสามารถหยิบลูกแก้วได้มากที่สุดกี่ลูก (ไม่นับลูกแก้วที่มองไม่เห็น) ได้ผลลัพธ์ออกมาตามนี้

ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion graph 1

เห็นภาพกันชัด ๆ เลยว่าศาสตราจารย์ช่วยเราได้แค่ไหน

    • รูปลูกแก้วสีดำคือจำนวนลูกแก้วที่หยิบแบบปกติ (คือหยิบครั้งเดียว และได้ลูกแก้วเพิ่มจากการระเบิด) ส่วนรูปโทเคนขอความช่วยเหลือคือจำนวนลูกแก้วที่ได้เมื่อขอความช่วยเหลือก่อนหยิบแบบปกติ
    • ความสูงของกราฟคือเปอร์เซนต์ที่เราจะสามารถหยิบลูกแก้วได้มากสุดเท่ากับจำนวนนั้น เช่น ถ้าดูตรงแถว 7 ลูก โอกาสหยิบลูกแก้วได้มากสุด 7 ลูกอยู่ที่ 23.47% และถ้าเราขอความช่วยเหลือ โอกาสจะเพิ่มเป็น 26.84%
    • จำนวนลูกแก้วโดยเฉลี่ยจากการหยิบปกติอยู่ที่ 6.49 ลูก ในขณะที่จำนวนลูกแก้วโดยเฉลี่ยจากการขอความช่วยเหลือก่อนหยิบปกติอยู่ที่ 7.14 ลูก

กราฟนี้บอกอะไรเราบ้าง

ข้อสังเกตอย่างแรกก็คือ ถ้าเราหยิบแบบปกติ ไม่ดื่มยาวิเศษช่วย จะได้ลูกแก้วเฉลี่ยประมาณ 6.5 ลูกด้วยกัน แปลว่าเวลาเล่นเราต้องพยายามมองดี ๆ หาคอมโบให้ได้อย่างน้อย 6 ลูกนะ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่น่าตกใจเหมือนกัน เพราะตัวเลขมากสุดในแต่ละแถวคือ 9 ลูก (ไม่รวมลูกที่แอบอยู่) แต่การหาคอมโบหยิบ 6 ลูกขึ้นไปกลับเป็นเรื่องปกติเสียนั่น

ทบทวนบทเรียนด้วยการลองเล่น ปรับใช้กลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์

(ข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับจำนวนลูกแก้วที่ใช้ปรุงยา ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.5 ลูก หมายความว่า เล่น 1 รอบเราก็ควรจะปรุงยาเสร็จ 1 ขวด ไม่แน่ใจว่าคนออกแบบเกมจงใจใช้ตัวเลขนี้เพื่อให้เกิดสมดุลพอดี หรือว่าได้ตัวเลขจากการ playtest หลายครั้งกันแน่นะ)

จากตัวเลข จะเห็นว่าการขอความช่วยเหลือทำให้เราได้ลูกแก้วมากขึ้น ซึ่งที่ไม่ผิดคาดเพราะลูกแก้วที่หยิบจากโทเคนความช่วยเหลือก็ขึ้นมือเราด้วยเช่นกัน แต่ที่น่าประหลาดใจเล็กน้อยคือจำนวนลูกแก้วรวมแล้วเพิ่มขึ้นเพียง 0.65 เท่านั้น ! แสดงว่า แม้เราจะได้หยิบเพิ่ม 1 ลูกก็จริง แต่โดยรวมแล้วจำนวนลูกแก้วที่ได้ก็ไม่ต่างจากเดิมมาก เพราะบางกรณีการหยิบปกติก็ดีอยู่แล้ว


D. ยาไหนเจ๋ง ยาไหนแจ๋ว

เราสามารถใช้การจำลองการเล่นเพื่อหาค่าเฉลี่ยจำนวนลูกแก้วที่สามารถหยิบได้ เมื่อดื่มยาประเภทอื่น ๆ ซึ่งเราจะแบ่งยาวิเศษทั้ง 8 ชนิดออกเป็น 3 หมวดด้วยกัน

1.ยาวิเศษที่สามารถคอมโบกับการหยิบแบบปกติได้

  • ยาแห่งภูมิปัญญา
  • อัคคีชำระล้าง
  • ยาสร้างแรงดึงดูด

ยาวิเศษทั้ง 3 ประเภทนี้ เราสามารถดื่มก่อนหยิบแบบปกติเพื่อทำให้เก็บลูกแก้วได้เพิ่มขึ้น ผลการจำลองการเล่นมีดังนี้

ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion graph 2

เปรียบเทียบยาวิเศษ 3 แบบแรก

จำนวนลูกแก้วโดยเฉลี่ยจากการดื่มยาวิเศษก่อนหยิบปกติ

  • ยาแห่งภูมิปัญญา: 7.14 ลูก (เท่ากับการขอความช่วยเหลือ)
  • อัคคีชำระล้าง: 7.32 ลูก
  • ยาสร้างแรงดึงดูด: 7.98 ลูก
  • ยาแห่งภูมิปัญญา+ขอความช่วยเหลือ: 8.45 ลูก

ยาแห่งภูมิปัญญา

ถ้าใช้ยานี้เพียงอย่างเดียว จะให้ผลลัพธ์เหมือนกับการใช้โทเคนความช่วยเหลือ กลับไปอ่านข้างบนได้

แล้วถ้าใช้ยานี้พร้อมกับโทเคนความช่วยเหลือหละจะทำให้จำนวนลูกแก้วเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 7.14 ลูก เป็น 8.45 ลูก นั่นคือเพิ่มมา 1.31 ลูก และที่น่าสนใจก็คือโอกาสเก็บหมดรางทั้ง 9 ลูก เพิ่มขึ้นเป็น 55% เชียวนะ !

อัคคีชำระล้าง

แม้จะไม่ให้ลูกแก้วเพิ่ม แต่ค่าเฉลี่ยกลับสูงกว่ายาแห่งภูมิปัญญา ที่ให้เราหยิบลูกแก้วลูกไหนก็ได้ 1 ลูก เพราะการนำลูกแก้วสีนึงออก ทำให้เหลือลูกแก้วเพียง 3 สี และทำให้เกิดคอมโบได้ง่ายขึ้นนั่นเอง จากกราฟจะเห็นว่าโอกาสใช้อัคคีชำระล้างแล้วหยิบลูกแก้วได้ 7 ลูกนั้นสูงกว่ายาวิเศษอื่นอยู่มาก

ยาสร้างแรงดึงดูด

แม้จะให้เราหยิบเพิ่มได้ 2 ลูก แต่ค่าเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ลูก เพราะถูกจำกัดว่าต้องหยิบลูกแก้วสีต่างกันที่อยู่ติดกัน แต่โอกาสเก็บหมดราง 9 ลูก มีถึง 61.28% ด้วยกัน เวลาเล่นอย่าลืมมองหาคอมโบเก็บหมดรางให้ดีหละ


2. ยาวิเศษที่คอมโบกับการหยิบปกติไม่ได้ และให้เราหยิบลูกแก้วเพิ่มจากเครื่องจ่าย

  • ห้วงลึกมหานที
  • ยาหม่องแห่งความเหนียวหนึบ

ยา 2 ประเภทนี้เราอาจดื่มก่อนหรือหลังการหยิบแบบปกติก็ได้ อาจส่งผลให้หยิบแบบปกติได้มากขึ้นแต่โดยเฉลี่ยแล้ว (จากการจำลองการเล่น) พบว่าหยิบแยกกันจะดีกว่า ก็คือไม่ต้องคิดให้เกิดคอมโบต่อกัน หยิบแบบไหนได้ลูกแก้วเยอะก็หยิบเลย

ห้วงลึกมหานที

ยาวิเศษนี้ เราสามารถคำนวณค่าเฉลี่ยได้ตรง ๆ ตามสูตรนี้
ค่าเฉลี่ย = [ 1*P(1) + 2*P(2) + 3*P(3) + 4*P(4) ] / 4^5
เมื่อ P(i) คือจำนวนรูปแบบการวางลูกแก้ว 5 ลูกเป็นแถว โดยที่ใช้ลูกแก้ว i สี

สรุปเสร็จสรรพได้ว่าค่าเฉลี่ยคือ (1*4 + 2*180 + 3*600 + 4*240)/(1024) = 3124/1024 ~ 3.05
แปลว่า ห้วงลึกมหานทีทำให้เราได้ลูกแก้วเพิ่มโดยเฉลี่ย 3 ลูก และถ้าเรามองว่าลูกแก้วมีค่าลูกละ 1 คะแนนแล้ว แปลว่าเราจะได้มาเพิ่ม 3 คะแนนด้วยกัน นะ !

ข้อดีอีกอย่างของห้วงลึกมหานทีคือ ไม่เกี่ยวข้องกับการระเบิด ทำให้คิดน้อยลง และได้ลูกแก้วเพิ่มขึ้นเน้น ๆ

ยาหม่องแห่งความเหนียบหนึบ

ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion strategy graph balm

เหนียวแน่นหนึบ เค้ารักกันเหนียวแน่นหนึบ

ตัวเลขในกราฟนี้ต่างจากกราฟก่อนหน้านั้น ตรงที่ว่าเราไม่นับการหยิบปกติ คือคำนวณอย่างเดียวว่าถ้าสุ่มลูกแก้วในเครื่องจ่ายมาให้ แล้วเราจะเห็นลูกแก้วสีเดียวกันที่อยู่ติดกันมากที่สุดกี่ลูก การที่แท่งตัวเลข 3 ลูกสูงสุด แปลว่ามีโอกาสมาก (ในที่นี้คือ 53.56%) ที่เราจะหาได้มากสุด 3 ลูก

ตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ได้จากกราฟนี้คือ 3.28 ลูก นี่ยังไม่นับการหยิบปกตินะ เรียกได้ว่าเก่งพอ ๆ กับห้วงลึกมหานทีเลย (3.05 ลูก)

3. ยาวิเศษอื่น ๆ

ต่อไปจะเป็นยาที่เหลือ 3 ประเภท ที่มีตัวแปรเพิ่มขึ้นมาทำให้ไม่สามารถเขียนโค้ดได้

ยาเสน่ห์

ให้ลูกแก้วเราเพิ่ม 0-3 ลูก แล้วแต่ว่าคนอื่นจะเหลือลูกแก้วในขวดแก้วมากน้อยแค่ไหน ข้อเสียก็คือตอนเล่นกับคนเก่งแล้วเค้าแทบจะไม่เหลือให้เราขโมยเลยนี่สิ คิดซะว่าได้เฉลี่ย 1-2 ลูก แถมเราเลือกสีไม่ได้เหมือนยาอื่น ทำให้เมื่อเทียบกับยาหม่องเหนียบหนึบที่ตัวเลขสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดแล้วไม่คุ้มที่จะลงทุน เว้นเสียแต่เราต้องการขัดขาใครจริง ๆ จัง ๆ

สีสันแห่งความสนุก

ยาวิเศษนี้นับว่าให้ลูกแก้วเราเพิ่ม 0-3 ลูกเช่นกัน การวิเคราะห์ยาวิเศษนี้ตรง ๆ นั้นยากกว่ายาประเภทอื่นเพราะเราบอกไม่ได้ แต่ประโยชน์ของยานี้ที่เห็นได้ชัดคือ

  • ทำยาวิเศษเสร็จง่ายขึ้น ทำให้ได้หยิบขวดยาวิเศษใหม่มาทำรอบหน้า
  • บางครั้งเรามีลูกแก้วเต็มขวดแก้ว และมีเหลือในมืออีก แทนที่จะทิ้งลูกแก้วในมือเราก็ดื่มยานี้เพื่อหยิบลูกแก้วจากขวดแก้วไปทำยาให้เสร็จ และนำลูกแก้วในมือไปเก็บไว้ได้

ประโยชน์ในข้อแรกคำนวณยากว่าช่วยประหยัดลูกแก้วไปได้เท่าไหร่ แต่ประโยชน์ในข้อที่สองทำให้เราได้เก็บลูกแก้วในมือ (แทนที่จะทิ้ง) ได้ถึง 3 ลูกด้วยกัน ฉะนั้นเราอาจจะมองว่าสีสันแห่งความสนุกช่วยเพิ่มลูกแก้วเรา 3 ลูก และ เปลี่ยนสีลูกแก้วในขวดแก้ว นั่นคือยานี้มีค่าพอ ๆ กับลูกแก้ว 3 ลูกถ้าเราใช้ถูกจังหวะ

ทรายแห่งกาลเวลา

เพิ่มทางเลือกให้เราอย่างมาก แต่ก็ให้ค่าเฉลี่ยคะแนนน้อยตามไป ข้อเสียคือต้องคิดเยอะขึ้น เพราะเราต้องทดลองหยิบในหัวโดยใช้ยาวิเศษทั้งหมดที่เรามี … แต่ถ้าจะให้ง่าย ใช้กับ ห้วงลึกมหานที หรือ ยาหม่องแห่งความเหนียวหนึบ เพราะให้ลูกแก้วเพิ่มโดยเฉลี่ยถึง 3 ลูกด้วยกัน คุ้มกว่ายาประเภทอื่นเป็นไหน ๆ

ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion strategy final verdict

ฟันธง !

สรุปความเก่ง
กลุ่ม A [ให้ลูกแก้วได้ถึง 3 ลูกด้วยกัน] – ยาหม่องเหนียวหนึบ > ห้วงลึกมหานที > สีสันแห่งความสนุก
กลุ่ม B [ให้ลูกแก้วเพิ่ม 1-2 ลูก]- ยาสร้างแรงดึงดูด > อัคคีชำระล้าง > ยาแห่งภูมิปัญญา
กลุ่ม C [แล้วแต่สถานการณ์] – ยาเสน่ห์ > ทรายแห่งกาลเวลา

ปล. ลำดับนี้คำนวณจากจำนวนลูกแก้วที่เราได้เพิ่ม และคะแนนเฉลี่ยของยาวิเศษนั้น

ปล. ย้ำอีกครั้งว่าการจัดอันดับความเก่งนี้นับจาก “ค่าเฉลี่ย” ในบางสถานการณ์ยาวิเศษที่เก่งน้อยกว่าอาจให้ลูกแก้วเรามากกว่าก็ได้ ฉะนั้นเราต้องฝึกฝนเพื่อประเมินสถานการณ์ให้ถูกต้องนะจ๊ะ


E. เสร็จได้เสร็จ !

เนื่องจากผู้เล่นจะได้ลูกแก้วโดยเฉลี่ยพอ ๆ กัน (แน่นอนว่าได้จากการจำลองการเล่น) แล้วอะไรหละที่ทำให้ผู้เล่นคนอื่นทำยาได้เยอะกว่าเรา

คำตอบคือ “จังหวะ” ครับ

ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion strategy tempo

ซ้ายร้าย ขวาดี เอ๊ะ?

ลองดูตัวอย่างในรูปด้านบน ทั้งสองรูปมีลูกแก้วรวมกัน 5 ลูกเท่ากัน ความแตกต่างอยู่ที่รูปด้านขวาเราทำยาวิเศษเสร็จ 1 ขวด ในขณะที่รูปด้านซ้ายเราทำไมเสร็จทั้งคู่ ในสถานการณ์ด้านขวา เราจะได้หยิบยาวิเศษมาใช้ตาหน้า แถมได้เลือกยาวิเศษจากตรงกลางมาทำใหม่ได้ทันที สิ่งนี้เองที่เรียกว่า “จังหวะ” คือวิธีการเล่นเพื่อเน้นทำยาเสร็จ ซึ่งจะมีข้อดีแบบเห็นชัด ๆ คือ

  • ลูกแก้วไม่ล้น – สมมติว่า จบตาเราแล้ว ยาวิเศษทั้งสองขวดเหลือลูกแก้วแค่อย่างละช่อง และลูกแก้วในบีกเกอร์เต็ม แปลว่าตาหน้าถึงแม้เราจะหยิบลูกแก้วมา 9 ลูก ก็จะใช้ได้จริงแค่ 2 ลูกเท่านั้น เสียโอกาสไปถึง 7 ลูกด้วยกัน ล้นทะลักไปถึงทศวรรษหน้า
  • ได้เลือกยาวิเศษใหม่ทันที – อย่าลืมว่าเราต้องพยายามทำยาให้ครบตามเงื่อนไขเพื่อเก็บโทเคนทักษะ ฉะนั้นถ้ายาวิเศษสำคัญโผล่มา เราก็ต้องรีบคว้า
  • มีสิทธิ์ตัดจบเกม – ถ้าเราหยิบโทเคนทักษะตัดจบเกมได้ในขณะที่คะแนนนำก็ต้องทำสิเออ !

ถ้าเราเสีย “จังหวะ” ปล่อยให้ยาวิเศษทั้งสองขวดถูกไฟลนก้นจนไหม้ เราก็จะเสียโอกาสหลายอย่างตามที่ว่ามาด้านต้นนะ

แล้วจำนวนกับจังหวะ อะไรสำคัญกว่ากัน

สมมติว่าเรามีสองตัวเลือก คือได้ลูกแก้ว 3 ลูกแต่ทำยาวิเศษเสร็จ 1 ขวด กับได้ลูกแก้ว 6 ลูกแต่ไม่เสร็จ เราควรจะเลือกอะไร ?

ส่วนนี้หละครับที่ข้อมูลกราฟด้านบนของเราเป็นประโยชน์ เพราะถ้าเรารู้ว่าเราจะหยิบลูกแก้วได้ 6 ลูกโดยเฉลี่ยแล้ว แปลว่าถ้าจำนวนช่องวางลูกแก้วบนยาวิเศษของเรามีแค่ 1-4 ช่อง ก็เป็นไปได้ว่าเราจะหยิบลูกแก้วมาเกินและต้องทิ้งไปฟรี ๆ ฉะนั้น แม้ว่าเราจะทำยาวิเศษไม่เสร็จ แต่ถ้าเรามองเห็นว่าเรามีช่องวางลูกแก้วมากพอ เราก็เลือกที่จะรอตาหน้าเพื่อทำให้เสร็จทั้งคู่แทนก็ได้

F. ขวดหน้าหยิบอะไรดีนะ…

ข้อดีของยาที่ให้คะแนนสูงคือ… ให้คะแนนสูง (แหงสิ) เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนต่อลูกแก้ว อย่างอัคคีชำระล้างเนี่ย แบบที่ใช้ 7 ลูก (ขอเรียกว่าขวดใหญ่) ให้คะแนนเฉลี่ยลูกละ 1.57 คะแนน ส่วนแบบที่ใช้ 4 ลูก (เรียกว่าขวดเล็ก) ให้คะแนนเฉลี่ยลูกละ 1.25 คะแนน คุ้มกว่าชัด ๆ

แต่พอมีคะแนนทักษะเข้ามาแล้ว ทำให้การคำนวณเปลี่ยนไป เพราะการทำยาที่ใช้ 4 ลูก 3 ขวดทำให้เราได้คะแนนเพิ่มมา 4 คะแนน สมมติง่าย ๆ ว่าเราใช้ลูกแก้ว 12 ลูก เราสามารถเลือกระหว่าง

ห้องเรียนนักปรุงยา potion explosion strategy point comparions

ทักษะนั้น สำคัญไฉน

  • ทำยาที่ใช้ 4 ลูกได้ 3 ขวด ขวดละ 5 คะแนน รวม 15 คะแนน บวกกับคะแนนทักษะอีก 4 คะแนนเป็น 19 คะแนน
  • ทำยาที่ใช้ 6 ลูกได้ 2 ขวด ขวดละ 9 คะแนน รวม 18 คะแนน

จะเห็นได้ว่าแบบขวดเล็ก 3 ขวด ดีกว่าขวดกลาง 2 ขวดอยู่แค่ 1 คะแนนเท่านั้น แต่ข้อดีของการใช้จำนวนขวดน้อยกว่าก็คือทำง่ายกว่า เพราะเวลาเล่นจริงแล้วบางทีขวดที่เราต้องการก็หายากขึ้นมาซะงั้น อย่าลืมว่ายาแต่ละประเภทมีทั้งหมด 8 ขวด แปลว่า

  • ถ้าเล่นกัน 4 คนก็เป็นไปได้ว่าจะตบตีกันจนได้ไปคนละ 2 ขวด กลายเป็นว่าไม่มีใครได้คะแนนทักษะจากยาประเภทนั้นไปซะงั้น หรือเกมอาจจะจบก่อนเราเจอยาขวดที่ 3
  • ถ้าเล่นกัน 2-3 คน แม้ว่าจะมีโอกาสทำครบ 3 ขวดได้หลายคน แต่อย่าลืมว่าพอผู้เล่นน้อยลงแล้วจำนวนขวดยาที่ถูกหยิบก็จะน้อยลงตามไปด้วย นั่นคือโอกาสทำครบ 3 ขวดก็ยังน้อยอยู่ดี

สรุปว่า การเล่นยาขวดเล็กแต่เนิ่น ๆ นั้นมีความเสี่ยง ไม่คุ้มกับ 1 คะแนนที่อาจจะได้มาเพิ่ม ฉะนั้นทางที่ดีเลือกยาขวดใหญ่ก่อน แล้วถ้าเจอยาขวดเล็กที่ทำให้เก็บครบ 3 ขวดในประเภทแล้วค่อยหยิบในตอนนั้นจะปลอดภัยกว่า

ส่วนวิธีการเก็บคะแนนทักษะอีกแบบคือ ทำยาเสร็จครบ 5 ประเภท ซึ่งอันนี้ถือว่าคุ้มเพราะทำง่าย เราเลือกแค่ 5 ใน 6 แบบก็พอ ถ้ามีโอกาสหยิบยาวิเศษประเภทที่ 5 เมื่อไหร่ก็อย่าพลาดซะหละ เดี๋ยวเกมจะจบไปซะก่อน


จบไปแล้วกับสรุปกลยุทธ์ห้องเรียนนักปรุงยาทั้ง 6 ข้อด้วยกัน ที่เหลือก็อยู่ที่นักเรียนแต่ละคนแล้วหละ ว่าจะตั้งใจทบทวนบทเรียนด้วยการลองเล่น ปรับใช้กลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ และเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองได้มากแค่ไหนครับ สุดท้าย ขอให้สนุกกับการปรุงยาครับ !

ติดตามเรื่องราวบอร์ดเกมและเกมต่างๆ
หรือมาพูดคุยกันได้ทุกวันที่ Facebook ของเรา กดไลค์เลย